ถ่ายทำรายการ Pets Lovers คนรัก< สัตว์เลี้ยง
วันที่ 7 ตุลาคม 2557 โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทนย์ 4 ได้รับเกียรติจาก สพ.ญ.สุปรียา ศรีสัมพันธ์ สัตวแพทย์คลินิกเนื้องอกและโรคแมว vet4 มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ในเรื่อง โรคเนื้องอกและโรคแมวอ้วน เพื่อเผยแพร่ใน รายการ Pets Lovers คนรักสัตว์เลี้ยง รายการจะนำเทปไปใช้ออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 12 / 19 ตุลาคม 2557 ทางช่อง TST5 ระบบ C-BAND และ KU – BAND, ดาวเทียมไทคม, เคเบิ้ลท้องถิ่นทั่วประเทศ หรือชมออนไลน์ได้ที่ www.mvtv.co.th
พบกับคลินิกโรคผิวหนังและโรคภูมิแพ้
 คลินิกโรคผิวหนังและภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยง   VET 4 SKIN CLINIC    ให้บริการรักษาโรคผิวหนัง และโรคภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยง  โดยสัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ ถึง 2 ท่าน  สพ.ญ. เลอเพ็ญ ดวงแก้ว   สัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการรักษาโรคที่อเมริกา มากว่า 16 ปี   และ สพ.ญ. อารยา ผลสุวรรณ์  สัตวแพทย์ประจำ โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4   เริ่มเปิดบริการให้เต็มรูปแบบวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2557  ท่านสามารถโทรนัดหมายล่วงหน้าได้ทุกวันที่เบอร์  02-953-8085-6   (คลินิกพิเศษ รับเฉพาะเคสที่มีนัดหมายเท่านั้น) คลินิกผิวหนัง                         วันจันทร์  อังคาร  ศุกร์  เสาร์  เวลา 9.00-12.00 น. คลินิกผิวหนังและภูมิแพ้           วันอาทิตย์  เวลา 12.00-20.00 น.  (สัปดาห์  เว้นสัปดาห์)
โครงการสมาร์ทฮาร์ท ห่วงใยเพื่อนสัตว์เลี้ยง” ครั้งที่ 1/2557
      VET 4 ได้รวบรวมภาพบรรยากาศในงานกิจกรรมเพื่อสังคม  “โครงการสมาร์ทฮาร์ท ห่วงใยเพื่อนสัตว์เลี้ยง” ครั้งที่ 1/2557 เพื่อมาให้ได้ชมกันครับ   Vet4 สืบเนื่องงานกิจกรรมเพื่อสังคมในการรณรงค์การทำหมัน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ร่วมกับสัตวแพทย์ จาก มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 เมื่อวันที่ 5-6 มิถุนายน 2557  ที่เทศบาลตำบลลำลูกกา ปทุมธานี และวันที่ 9-11 มิถุนายน 2557   วัดแก้วโกรวาราม อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่  กิจกรรมที่มีในงาน ได้แก่ การตรวจสุขภาพสุนัขและแมว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า  ตรวจอัลตร้าซาวน์ช่องท้อง ผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว ตรวจเลือด และหยดยาป้องกันเห็บหมัด และ ยากินป้องกันพยาธิหนอนหัวใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยสามารถทำหมันสุนัขและแมว รวมทั้งสิ้นจำนวน 130 ตัว และฉีดป้องกันพิษสุนัขบ้า รวมทั้งสิ้น 167 ตัว             และงานนี้จะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนดีๆ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานทั้งในภาครัฐและเอกชนจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้งานกิจกรรมดังกล่าวบรรลุความ สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ ขอขอบคุณผู้จัดการบริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จํากัด ขอขอบคุณบจก.กิสส์ มาร์เก็ตติ้ง ขอขอบคุณนายกเทศมนตรีตำบลลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ขอขอบคุณนายกเทศบาลเมืองกระบี่  จังหวัดกระบี่ ขอขอบคุณคณะครูและนักเรียน Vet School , University of Pensilvania และขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ทำให้กิจกรรมดีๆ ครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ และสัญญาว่า Vet4 จะจัดกิจกรรมเพื่อน้องหมาน้องแมวเช่นนี้ในปีต่อๆ ไป   โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4
หน้าร้อน .. ห่วงใย... โรคพิษสุนัขบ้า
Normal 0 false false false EN-US JA TH /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:"Table Normal"; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-priority:99; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin-top:0cm; mso-para-margin-right:0cm; mso-para-margin-bottom:8.0pt; mso-para-margin-left:0cm; line-height:107%; mso-pagination:widow-orphan; font-size:11.0pt; mso-bidi-font-size:14.0pt; font-family:Calibri; mso-ascii-font-family:Calibri; mso-ascii-theme-font:minor-latin; mso-hansi-font-family:Calibri; mso-hansi-theme-font:minor-latin; mso-bidi-language:TH;} หน้าร้อน .. ห่วงใย...   โรคพิษสุนัขบ้า โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4               สัตวแพทย์ผู้เขียนบทความนี้ ต้องตื่นมาตอนตีสามของวันใหม่ ด้วยเสียงโทรศัพท์จากน้าชาย ที่กำลังวิตกกังวลว่า น้องด่างในบ้านที่เพิ่งเสียชีวิตจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ทำให้ได้เข้าใจจิตใจของผู้เลี้ยงสุนัขถึงความวิตกกังวลกับโรคร้ายแรงนี้เป็นอย่างมาก เพราะอันตรายคือการเสียชีวิตของผู้คนในบ้าน วันนี้จึงขอนำประสบการณ์และโอกาสการเป็นโรคพิษสุนัขบ้ามาเล่าสู่กันฟังเพื่อคลายความกังวล             ประวัติของน้องด่างเท่าที่คุณน้ามีความกังวลสงสัยว่าจะเป็นคือ 1.     ก่อนเสียชีวิต 3 วัน มีอาการน้ำลายฟูมปาก 2.     สุนัขยังสามารถลุกขึ้นเดินได้ ทานอาหารน้อยลงเท่านั้น 3.     ในคืนวันที่เสียชีวิต ไม่พบว่ามีอาเจียน แต่มีอุจจาระเหลวออกมา มีกลิ่นเหม็นคาวมาก และเสียชีวิตลงพร้อมกับการถ่ายเหลวที่รุนแรง 4.     เจ้าของไม่คิดว่า สุนัขเจ็บป่วยรุนแรง เพราะยังสามารถทานอาหารอยู่ได้บ้าง 5.     ก่อนเสียชีวิตไม่นานยังลุกเดินไปทานน้ำ เลียน้ำได้ การซักประวัติโดยสัตวแพทย์ที่สงสัยว่าจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ที่สำคัญดังนี้ 1.     เป็นสุนัขที่ปล่อยออกนอกบ้านเป็นประจำหรือไม่  คำตอบ คือ อยู่ในบ้านตลอด 2.     สุนัขอยู่ในบ้านก็จริงอยู่ แต่ถามว่า มีสุนัขจรจัดเข้ามาอยู่ในบ้านในช่วงเวลาประมาณ 1-2 เดือนนี้หรือไม่  คำตอบคือ ไม่มี 3.     สุนัขได้ทำวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้านสม่ำเสมอประจำทุกปีหรือไม่ คำตอบคือ เพิ่งฉีดไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว และฉีดเป็นประจำทุกปี 4.     ก่อนหน้านี้มีอาการป่วยอยู่ก่อนหรือไม่ เพราะในบางตัวอาจมีความเจ็บป่วยอยู่ก่อน หรือ มีอาการทางประสาททำให้อาการเบื้องต้นน่าสงสัย แต่มีอาการทานอาหารน้องลงอยู่บ้าง คำตอบ คือ ไม่คิดว่าป่วย เพราะไม่ได้ไปพบสัตวแพทย์ ข้อนี้ ขอเพิ่มเติมและแนะนำว่า การที่สัตว์เลี้ยงในบ้านมีอาการทานอาหารน้อยลง ไม่ร่าเริงเท่าที่เคย ควรมีการพาไปสัตวแพทย์เพื่อตรวจอาการเบื้องต้น บางครั้งการตรวจเลือด ค่าเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ค่าตับ ค่าไต สามารถบอกได้ว่าสุนัขมีความเสี่ยงต่อการติดโรคมากน้อยเพียงใด และก็มีหลายรายที่ค่าเลือดปกติ แต่กลับเสียชีวิต หากเป็นความรุนแรงที่เกิดฉับพลันโดยค่าเลือดยังไม่แสดงความผิดปกติก็มี ดังนั้นการได้ทำการตรวจเช็คสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นในการดูแลสุขภาพสัตว์ในบ้านของเราให้มีอายุยืน 5.     ถามว่ามีบาดแผลตามตัว ที่จะสันนิษฐานว่าเคยโดนกัดหรือไม่ เพราะโรคพิษสุขบ้า จะเกิดจากการกัดกัน การเลียและน้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรคเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล คำตอบคือ ไม่มี             จากการที่ได้ซักประวัติในเบื้องต้น สามารถชี้แนวทางเบื้องต้นได้ว่า สุนัขตัวนี้ไม่น่าที่จะติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า เนื่องจากไม่ได้ออกนอกบ้าน ไม่มีแผลโดนกัด ฉีดวัคซีนสม่ำเสมอ ไม่แสดงอาการความดุร้ายหรืออ่อนเพลียให้เห็น สามารถไปดื่มน้ำได้ก่อนเสียชีวิต เนื่องจากเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า จะออกฤทธิ์ในการทำลายสมองและส่งผลต่อเส้นประสาทที่รับคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต่างๆที่ทำงาน ดังนั้นการเกิดขากรรไกรแข็ง กลืนลำบาก ดุร้าย น้ำลายไหลยืด เดินโซเซ มาจากการถูกทำลายของสมอง และส่งผลต่อการทำงานเส้นประสาททั้งสิ้น ทำให้ร่างกายไม่สามารถสั่งการให้ทำงานได้ตามปกติ อย่างไรก็ดี เพื่อความไม่ประมาท หากเจ้าของต้องการความแน่ใจเต็มร้อย  ควรส่งซากทั้งตัวไปชัณสูตรโรคพิษสุนัขบ้าได้ที่ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย โดยรีบเอาซากไปให้เร็วที่สุด ควร รักษาอุณหภูมิซากให้เย็นที่สุด อย่าทิ้งไว้นานจนซากเน่า การตรวจจากเจ้าหน้าที่ จะเอาเซลที่สมองมาตรวจ จะสามารถตรวจพบและบอกได้อย่างแม่นยำว่า สุนัขเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่             เพราะอะไรโรคนี้จึงมักระบาดรุนแรงในหน้าร้อน จริงๆแล้ว เชื้อพิษสุนัขบ้าสามารถแพร่กระจายได้ตลอดเวลาไม่เกี่ยวกับฤดูกาล ที่พบมากในช่วงหน้าร้อน เพราะฤดูกาลของการผสมพันธุ์ เป็นสัด ทำให้เกิดการกัดกัน ทะเลาะกัน แย่งตัวเมีย โรคร้ายนี้จึงเพิ่มโอกาสการแพร่กระจายได้มากขึ้น  เชื้อนี้เป็นอย่างไร น่ากลัวเพียงไร มีข้อมูลให้ทราบดังนี้             เชื้อพิษสุนัขบ้า เกิดจากเชื้อไวรัส   ชื่อ เรบีส์ ไวรัส (Rabies)  การติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขพบว่าน้ำลายสุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า เป็นแหล่งสำคัญที่สุดในการแพร่ระบาดของโรค โดยพบเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงตั้งแต่ระยะ 3 วันก่อนที่สุนัขแสดงอาการของโรคและเมื่อเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าถูกขับออกมาทางน้ำลายแล้วเชื้อไวรัสนี้จะถูกขับออกมาทางน้ำลายติดต่อกันจนกระทั่งสุนัขตาย ทำให้เกิดโรคได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น  คน สุนัข แมว ลิง ชะนี กระรอก ค้างคาว ฯลฯ โรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะทำให้มีอาการทางประสาท โดยเฉพาะระบบประสาทส่วนกลาง และถ้าเป็นแล้วเสียชีวิตทุกราย ในปัจจุบันยังไม่มียาอะไรที่จะรักษาโรคพิษสุนัขบ้า                           สุนัขที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด ระยะฟักตัวของโรคเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3 - 8 สัปดาห์ แต่ระยะฟักตัวของโรคที่สั้นกว่าหรือเกินกว่านี้พบได้น้อยมาก แต่ปกติจะพบว่าสุนัขที่โตเต็มที่แล้ว หรือได้รับวัคซีนมาบ้าง มักจะมีความต้านทานต่อการติดโรคสูงกว่าลูกสุนัข และระยะฟักตัวของโรคมักจะยาวนานกว่าอาการของโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้คือ อาการระยะเริ่มแรก ระยะตื่นเต้น และระยะอัมพาต อาการระยะเริ่มแรก จะสังเกตเห็นอุปนิสัยและอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สุนัขเคยมีนิสัยชอบเล่นคลุกคลีกับเจ้าของจะแยกตัวออกไป มีอารมณ์หงุดหงิด แต่สุนัขที่เคยตื่นกลัวไม่เคยคลุกคลีกับเจ้าของจะเข้ามาหาหรืออยากจะคลุกคลีด้วย ในระยะนี้อุณหภูมิของร่างกายอาจสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย ม่านตาจะขยายโตกว่าปกติและเริ่มมีการตอบสนองต่อแสงลดลง สุนัขจะแสดงอาการระยะนี้ประมาณ 2 – 3 วันก่อนจะเข้าสู่ระยะตื่นเต้น อาการระยะตื่นเต้น สุนัขเริ่มมีอาการกระวนกระวาย มีอาการทางระบบประสาท มีอาการสนองรุนแรงต่อเสียงหรือสิ่งกระตุ้นต่างๆ และเริ่มมีอาการตื่นเต้นกระวนกระวายมากขึ้น อาจแสดงอาการงับแมลงหรือวัตถุที่ขวางหน้า กัดสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เริ่มออกวิ่งโดยไร้จุดหมาย แสดงอาการดุร้ายโดยจะกัดทุกสิ่งที่ขวางหน้า ถ้ากักขังจะกัดกรงอย่างรุนแรงจนเลือดกลบปากหรือฟันหักโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด เสียงเห่าหอนจะผิดไปเนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง สังเกตบริเวณลิ้นจะพบสีแดงลิ้นห้อย น้ำลายไหลเนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยวและการกลืน สุนัขอาจแสดงอาการขยอกหรือขย้อนคล้ายมีสิ่งแปลกปลอมติดในลำคอ โดยสุนัขจะแสดงอาการระยะนี้ประมาณ 1 – 7 วันก่อนเข้าสู่ระยะอัมพาต อาการระยะอัมพาต อาการระยะนี้จะสั้นมาก จะมีอาการขาอ่อนเปลี้ยโดยเฉพาะขาหลังเนื่องจากความสัมพันธ์ในการทำงานของกล้ามเนื้อเปลี่ยนไป สุนัขจะล้มลงแล้วลุกไม่ได้ เกิดเป็นอัมพาตขึ้นทั่วตัวอย่างรวดเร็วแล้วตาย             จากที่รวบรวมมานี้ คงทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจสภาวะของโรค การติดต่อและการป้องกันโรคได้ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อโดนสุนับ้ากัด หรือการสัมผัสน้ำลายของสุนัขที่เป็นบ้า โรคนี้ไม่มียารักษาให้หาย จะเสียชีวิตในที่สุด             “หมั่นเทคแคร์ดูแลสัตว์เลี้ยง” ด้วยความปรารถนาดีจาก โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4    เอกสารอ้างอิง : ข้อมูลเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า จาก สถานเสาวภา สภากาชาดไทย www.saovabha.com/th/cliniclaboratory_01.asp?nTopic=1
เมื่อแมวของเราเป็นทั้งโรคหัวใจและโรคไตพร้อมกัน
  96 800x600 Normal 0 false false false EN-US JA X-NONE /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:"Table Normal"; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-priority:99; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin:0cm; mso-para-margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:10.0pt; font-family:Calibri;} เมื่อแมวของเราเป็นทั้งโรคหัวใจและโรคไตพร้อมกัน                                                                                                          โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4             วันนี้ Vet4 Cat Clinic และ Vet4 Cardio Clinic ขอส่งบทความดีๆ อธิบายแมวที่เป็นทั้งโรคไตและโรคหัวใจ ว่าควรพิจารณาอย่างไรบ้าง โดยสามารถพบบ่อยๆเมื่อแมวอายุมากขึ้น ลองอ่านสาเหตุที่มาและการรักษาที่สัตวแพทย์ต้องใช้ความพยายามในการรักษาให้ดีที่สุดอย่างไร เพื่อให้แมวมีอายุยืนยาวขึ้น  โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic kidney disease;CKD) และโรคหัวใจ (heart disease) ทั้งสองโรคนี้สามารถพบได้บ่อยในแมว โดยเฉพาะในแมวแก่ และทั้งสองโรคนี้มักเป็นแบบถาวร ไม่สามารถรักษาให้หายกลับมาเป็นปกติ  ขบวนการเกิดโรคมักเป็นผลจากการลดลงของการสูบฉีดเลือดจากหัวใจลดลง มีผลทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลงด้วย ทำให้มีการสะสมของโซเดียมและน้ำในร่างกายเมื่อขับออกได้ไม่ปกติ จึงเกิดการคั่งของน้ำจนมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดให้แย่ลง  นอกจากนี้บางครั้งพบภาวะเลือดจางร่วมด้วยในรายที่เป็นโรคไตวายในระยะท้ายๆ  ร่วมกับภาวะที่มีแอมโมเนียในกระแสเลือด (uremia) ทำให้เกิดเป็นแผลในทางเดินอาหาร เสียเลือดออกจากแผลในลำไส้ได้ง่าย ภาวะเลือดจางยิ่งมีผลให้การขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายลดลง จนเกิดภาวะขาดออกซิเจนได้ (tissue hypoxia)และเกิดการเสียชีวิตในที่สุด อีกกลุ่มอาการหนึ่งที่มักพบเสมอในรายที่เป็นไตวาย คือ ภาวะความดันโลหิตสูง(Systemic hypertension) ถ้าวัดความดันขณะหัวใจบีบตัว (systemic blood pressure) มากกว่า 180 mmHg จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเสียหายอวัยวะอื่น ได้แก่ ตา, สมอง, ไต และหัวใจ ในแมวที่พบภาวะความดันโลหิตสูงมันเกี่ยวข้องกับเป็นโรคไต หรือภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ  (hyperthyroidism ) อาการโรคหัวใจที่พบในแมว (Heart failure) การให้ยารักษาในแมวโรคหัวใจก่อนมีอาการทางคลินิกไม่ได้ผลดีเท่าในสุนัข  การรักษาโรคหัวใจล้มเหลวในแมวยาที่ใช้ส่วนมากคือ ยาขับน้ำ และ ยาช่วยลดปริมาณน้ำในร่างกาย แต่อาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยาขับน้ำตามมา เช่น การลดปริมาณเลือดไปเลี้ยงไต, ความดันโลหิตต่ำ และเกิดภาวะขาดน้ำจึงมีการแนะนำเจ้าของสัตว์ นำสัตว์มาให้น้ำเกลือทดแทน แต่การให้สารน้ำในการรักษาโรคไตวายเรื้อรังโดยไม่ให้ตามความเหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดตามมาได้ง่ายกรณีมีปัญหาโรคหัวใจอยู่ด้วย การรักษา      จะเห็นว่า การรักษาโรคหัวใจและโรคไตมักค้านกันเอง การให้สารน้ำทางเส้นเลือดอาจช่วยเพิ่มเลือดเลี้ยงไตได้มากขึ้น ส่งผลให้ไตทำงานดีขึ้น แต่อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure) ตามมา แต่ถ้าเราลดปริมาณน้ำในร่างกายในการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวโดยยาขับน้ำ อาจส่งผลลดเลือดไปเลี้ยงไต จนเกิดภาวะของเสียสะสมในกระแสเลือดตามมา การรักษาเป็นการยากที่จะหาจุดที่บริหารยาได้พอเหมาะ และแนะนำให้พบสัตวแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทั้งในโรคไตและโรคหัวใจ เบื้องต้นควรมีการดำเนินการดังนี้ 1.     เลือกใช้ชนิดสารน้ำตามความจำเป็น เช่น ไม่ใช้สารน้ำประเภททดแทน (replacement fluid) ได้แก่ Lactated Ringer’s solution/0.9% NaCl ในสัตว์ป่วยที่ไม่ได้แสดงอาการขาดน้ำมากเกินไป และควรปรับภาวะอิเล็กโทรไลท์ที่ไม่สมดุลให้ลดความเสี่ยงที่สามารถเหนี่ยวนำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดตามมา 2.     ประเมินแมวป่วยด้วยสัตวแพทย์ทางด้านหัวใจ เพื่อประเมินสถานะของเคสที่เป็นโรคหัวใจในระหว่างให้สารน้ำ อาจบ่งบอกถึงภาวะหัวใจล้มเหลวตามมา (iatrogenic CHF) 3.     จัดการภาวะเลือดจาง (anemia) บางรายมีการให้เลือดช่วย 4.     การเจาะระบายน้ำออกจากช่องอกเพื่อห้การหายใจดีขึ้น มักทำก่อนใช้ยาขับน้ำ เพื่อลดผลข้างเคียงของการใช้ยาขับน้ำให้น้อยที่สุด 5.     เปลี่ยนรูปแบบการใช้ยาขณะที่รักษาอยู่โรงพยาบาล แนะนำใช้ในรูปแบบฉีดแทนยากิน 6.     วัดความดัน และทำการรักษาถ้าพบความดันโลหิตสูง 7.     การวินิจฉัยเพิ่มเติม ตามอาการของสัตว์ที่พบในขณะนั้น  เช่น §  ถ้าหายใจลำบากจากปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) ควรทำการถ่ายภาพรังสีช่องอก เพราะนอกจากการฟังเสียงปอด (pulmonary crackle) บางครั้งภาพรังสีอาจปกติ เช่น กรณี pulmonary thromboembolism ในสัตว์ป่วยด้วยโรคไตวาย อาจพบเสียงปอดผิดปกติร่วมด้วย จะทำให้การวินิจฉัยแม่นยำมากขึ้น §  แปลผลภาพถ่ายรังสีจากสัตวแพทย์ทางด้านรังสีวิทยาร่วมกับสัตวแพทย์ด้านโรคหัวใจโดยตรง จะเห็นว่าเป้าหมายหลักของการรักษาทั้งโรคไตและโรคหัวใจ คือ ความพยายามของสัตวแพทย์ที่จะหาจุดบริหารยาที่พอเหมาะสำหรับทั้งโรคไตและหัวใจ เพื่อสัตว์สามารถกินอาหารเองได้ ไม่เบื่ออาหาร, อาการทางคลินิก และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นควรพามาพบสัตวแพทย์เฉพาะด้านที่ศึกษาทางด้านโรคเหล่านี้โดยตรง อย่านิ่งนอนใจปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต v\:* {behavior:url(#default#VML);} o\:* {behavior:url(#default#VML);} w\:* {behavior:url(#default#VML);} .shape {behavior:url(#default#VML);} 96 800x600 Normal 0 false false false EN-US JA X-NONE /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:"Table Normal"; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-priority:99; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin:0cm; mso-para-margin-bottom:.0001pt; mso-pagination:widow-orphan; font-size:10.0pt; font-family:Calibri;}             ด้วยความปรารถนาดีจาก โรงพยาบาลสัตว์สัตวแพทย์ 4 หมั่นเทคแคร์ดูแลสัตว์เลี้ยง
การรักษารากฟัน ตอนที่ 3
  Normal 0 false false false EN-US JA TH /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:"Table Normal"; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-priority:99; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin-top:0cm; mso-para-margin-right:0cm; mso-para-margin-bottom:10.0pt; mso-para-margin-left:0cm; line-height:115%; mso-pagination:widow-orphan; font-size:11.0pt; mso-bidi-font-size:14.0pt; font-family:Calibri; mso-ascii-font-family:Calibri; mso-ascii-theme-font:minor-latin; mso-hansi-font-family:Calibri; mso-hansi-theme-font:minor-latin; mso-bidi-language:TH;} การรักษารากฟัน  (Root  canal  treatment)                                                 สพ.ญ. ปนัดดา อมรรุ่งโรจน์         แม้ว่าปัจจัยในการทำการรักษาโพรงรากฟันมีข้อจำกัด  เช่น ความเสี่ยงในการวางยาสลบ  (เช่น  อายุ,  ภาวะโรคในสัตว์)   การขาดการดูแลจากเจ้าของหลังทำการรักษารากฟัน ข้อจำกัดในเรื่องอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการวินิจฉัย อุปกรณ์ที่สำคัญในการวินิจฉัยและการรักษาโรคในช่องปากในสัตว์  โดยเฉพาะเครื่องเอ็กซเรย์ฟัน digital โดยเฉพาะ  จะทำให้สามารถเอ็กซเรย์ฟันแต่ละซี่ที่มีปัญหาได้อย่างชัดเจนและฉับไว  รวมถึงการมีอุปกรณ์ต่างๆ ทางด้านทันตกรรมที่ครบที่สามารถดำเนินการต่อได้หลังการเอกเรย์  เช่น  อุปกรณ์ขูดหินปูน (dental  scaling)   อุปกรณ์การอุดฟัน (restoration)  และอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษารากฟัน  (root  canal  treatment)  Normal 0 false false false EN-US JA TH /* Style Definitions */ table.MsoNormalTable {mso-style-name:"Table Normal"; mso-tstyle-rowband-size:0; mso-tstyle-colband-size:0; mso-style-noshow:yes; mso-style-priority:99; mso-style-parent:""; mso-padding-alt:0cm 5.4pt 0cm 5.4pt; mso-para-margin-top:0cm; mso-para-margin-right:0cm; mso-para-margin-bottom:10.0pt; mso-para-margin-left:0cm; line-height:115%; mso-pagination:widow-orphan; font-size:11.0pt; mso-bidi-font-size:14.0pt; font-family:Calibri; mso-ascii-font-family:Calibri; mso-ascii-theme-font:minor-latin; mso-hansi-font-family:Calibri; mso-hansi-theme-font:minor-latin; mso-bidi-language:TH;} สิ่งสำคัญเหล่านี้ในปัจจุบันโรงพยาบาลสัตว์เอกชนในประเทศไทย ได้มีความพร้อมในการให้บริการแล้ว  สามารถที่จะวินิจฉัยโรคที่เกิดขึ้นในช่องปากในสัตว์ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายมากขึ้น  ทำให้สามารถทำการรักษาโรคที่เกิดขึ้นกับฟันได้ค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์  ช่วยให้สัตว์สามารถใช้ฟันในการเคี้ยวอาหารโดยไม่เกิดการเจ็บปวดจากโรคในช่องปาก  และช่วยควบคุมการติดเชื้อแทรกซ้อนจากช่องปากเข้าสู่กระแสเลือดได้อีกด้วย