ถ่ายทำรายการ Pets Lovers คนรัก< สัตว์เลี้ยง
วันที่ 7 ตุลาคม 2557 โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทนย์ 4 ได้รับเกียรติจาก สพ.ญ.สุปรียา ศรีสัมพันธ์ สัตวแพทย์คลินิกเนื้องอกและโรคแมว vet4 มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ในเรื่อง โรคเนื้องอกและโรคแมวอ้วน เพื่อเผยแพร่ใน รายการ Pets Lovers คนรักสัตว์เลี้ยง รายการจะนำเทปไปใช้ออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 12 / 19 ตุลาคม 2557 ทางช่อง TST5 ระบบ C-BAND และ KU – BAND, ดาวเทียมไทคม, เคเบิ้ลท้องถิ่นทั่วประเทศ หรือชมออนไลน์ได้ที่ www.mvtv.co.th
พบกับคลินิกโรคผิวหนังและโรคภูมิแพ้
 คลินิกโรคผิวหนังและภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยง   VET 4 SKIN CLINIC    ให้บริการรักษาโรคผิวหนัง และโรคภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยง  โดยสัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ ถึง 2 ท่าน  สพ.ญ. เลอเพ็ญ ดวงแก้ว   สัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการรักษาโรคที่อเมริกา มากว่า 16 ปี   และ สพ.ญ. อารยา ผลสุวรรณ์  สัตวแพทย์ประจำ โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4   เริ่มเปิดบริการให้เต็มรูปแบบวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2557  ท่านสามารถโทรนัดหมายล่วงหน้าได้ทุกวันที่เบอร์  02-953-8085-6   (คลินิกพิเศษ รับเฉพาะเคสที่มีนัดหมายเท่านั้น) คลินิกผิวหนัง                         วันจันทร์  อังคาร  ศุกร์  เสาร์  เวลา 9.00-12.00 น. คลินิกผิวหนังและภูมิแพ้           วันอาทิตย์  เวลา 12.00-20.00 น.  (สัปดาห์  เว้นสัปดาห์)
โครงการสมาร์ทฮาร์ท ห่วงใยเพื่อนสัตว์เลี้ยง” ครั้งที่ 1/2557
      VET 4 ได้รวบรวมภาพบรรยากาศในงานกิจกรรมเพื่อสังคม  “โครงการสมาร์ทฮาร์ท ห่วงใยเพื่อนสัตว์เลี้ยง” ครั้งที่ 1/2557 เพื่อมาให้ได้ชมกันครับ   Vet4 สืบเนื่องงานกิจกรรมเพื่อสังคมในการรณรงค์การทำหมัน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ร่วมกับสัตวแพทย์ จาก มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 เมื่อวันที่ 5-6 มิถุนายน 2557  ที่เทศบาลตำบลลำลูกกา ปทุมธานี และวันที่ 9-11 มิถุนายน 2557   วัดแก้วโกรวาราม อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่  กิจกรรมที่มีในงาน ได้แก่ การตรวจสุขภาพสุนัขและแมว ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า  ตรวจอัลตร้าซาวน์ช่องท้อง ผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว ตรวจเลือด และหยดยาป้องกันเห็บหมัด และ ยากินป้องกันพยาธิหนอนหัวใจโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยสามารถทำหมันสุนัขและแมว รวมทั้งสิ้นจำนวน 130 ตัว และฉีดป้องกันพิษสุนัขบ้า รวมทั้งสิ้น 167 ตัว             และงานนี้จะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีผู้สนับสนุนดีๆ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายประสานงานทั้งในภาครัฐและเอกชนจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้งานกิจกรรมดังกล่าวบรรลุความ สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ ขอขอบคุณผู้จัดการบริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จํากัด ขอขอบคุณบจก.กิสส์ มาร์เก็ตติ้ง ขอขอบคุณนายกเทศมนตรีตำบลลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ขอขอบคุณนายกเทศบาลเมืองกระบี่  จังหวัดกระบี่ ขอขอบคุณคณะครูและนักเรียน Vet School , University of Pensilvania และขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ทำให้กิจกรรมดีๆ ครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ และสัญญาว่า Vet4 จะจัดกิจกรรมเพื่อน้องหมาน้องแมวเช่นนี้ในปีต่อๆ ไป   โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4
การถ่ายเลือดในแมว
การถ่ายเลือดในแมว                                                                                           ปัจจุบันพบว่า ผู้เลี้ยงแมวมักจะประสบปัญหาสุขภาพน้องแมว โดยเฉพาะในเรื่องของโลหิตจาง มั้งเกิดจากโรคติดต่อไวรัสที่ร้ายแรงในแมวได้แก่ โรคลิวคลีเมีย โรคเอดส์ในแมว หรือจากอุบัติเหตุต่างๆ ล้วนแต่ทำให้เกิดภาวะการเสียเลือดเกิดการทำลายหรือการไม่ถูกสร้างของเม็ดเลือดแดงตามมาทั้งสิ้น เกิดผลทำให้ภาวะความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในแมวต่ำกว่าปกติ             การแก้ไขเฉพาะหน้าจึงไม่เพียงแต่เป็นการรักษาเท่านั้น แต่หมายความถึง การรีบหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาความจำเป็นที่เกิดในเรื่องของโลหิตจางให้ได้รับการแก้ไขก่อนเมื่ออาการน้องแมวดีขึ้น การรักษาให้ตรงจุดกับโรคดังกล่าวก็จะตามมาภายหลัง ทำไมจึงต้องมีการถ่ายเลือด           เมื่อพบว่าแมวของเรามีปัญหาโลหิตจางเปิดดูในเยื่อบุปาก เหงือกจะมีสีซีด ไม่ว่าจะเป็นซีดเหลืองหรือซีดขาวสิ่งที่เห็นเหล่านี้เมื่อนำเลือดไปวัดค่าความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดง จะพบว่าเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงน้อยกว่า10 % หรือมากที่สุดจะอยู่ในระดับไม่เกิน  25%  ซึ่งค่าปกติที่ควรมีในแมวไม่ควรต่ำกว่า25% และสูงขึ้นไปจนถึง40% จึงถือว่าร่างกายมีความสมบูรณ์เพียงพอ แต่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากสาเหตุใดก็ตามทั้งการเเสียเลือดแบบเฉียบพลัน จากการประสบอุบัติเหตุ หรือการป่วยเป็นโรคไวรัสในแมวที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางที่กล่าวข้างต้นรวมถึงภาวะการเกิดโรคไต โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวแมว โรคเอดส์แมวโรคเยื่อบุช่องท้องอักเสบติดต่อ โรคไข้หัดแมว โรคพยาธิเม็ดเลือดโรคหรือการอักเสบแบบเรื้อรัง เป็นต้น                เพราะ....เลือดเป็นของเหลวทีอยู่ในร่างกายที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต  เนื่องจากเลือดทำหน้าที่ลำเลียงก๊าซออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย   หากร่างกายขาดเลือดก็จะไม่สามารถดำรงชีวิตได้   มีน้องเหมียวมากมายที่ต้องการเลือดเนื่องจากมีปัญหาโลหิตจาง  การแก้ไขทำได้โดยมีการให้เลือดโดยเอาเลือดจากแมวตัวที่แข็งแรงมากกว่า และมีค่าความเข้มข้นในเม็ดเลือดแดงสูงในระดับปกตินำมาถ่ายเข้าสู่ร่างกายในตัวที่ต้องการเลือดทำให้น้องเหมียวต้องมีการถ่ายเลือดเหมือนในคนเช่นเดียวกัน คราวนี้มาดูการถ่ายเลือดในแมวว่าเรามีขึ้นตอนดำเนินการอย่างไรบ้าง   ก่อนอื่น ขอแนะนำให้ผู้เลี้ยงแมวรับทราบ คุณสมบัติของน้องเหมียวที่จะเป็นผู้ให้เลือด( Donner )ดังนี้ 1. แมวตัวให้เลือดต้องเป็นแมวที่มีสุขภาพดี ช่วงอายุ 1-7 ปีมีน้ำหนักมากกว่า 4 กิโลกรัมขึ้นไป   2. มีเปอร์เซ็นต์เม็ดเลือดแดงมากกว่า 35%   3. ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหลักๆที่สำคัญอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำปีละ1 ครั้ง   4. ไม่เป็นเป็นพาหะของโรคติดต่อในแมว เช่น พยาธิเม็ดเลือดในแมว มะเร็งเม็ดเลือดขาวแมวเอดส์แมว เยื่อบุ ช่องท้องอักเสบติดต่อ พยาธิหนอนหัวใจ 5. มีค่าเลือดเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดค่าตับ ค่าไต อยู่ในเกณฑ์ปกติ  6. ไม่เคยได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดมาก่อน   7. ไม่เคยได้รับการผ่าตัดใหญ่ในช่วง 6เดือนก่อนบริจาคเลือด 8. ไม่เป็นผู้ให้เลือดในช่วง 3เดือนก่อนบริจาคเลือด 9. ไม่เป็นแมวเพศเมียที่อยู่ในระยะระหว่างเป็นสัดตั้งครรภ์ ให้นมลูก หรือแท้งลูกภายใน 6 เดือนก่อนบริจาคเลือด  ไม่ทานยารักษาโรคต่างๆ   การเป็นแมวผู้ให้เลือดอันตรายหรือไม่                              การเก็บเลือดจากแมวตัวให้เลือดจะเก็บในปริมาณที่ไม่กระทบต่อสุขภาพของแมวตัวให้เลือด   โดยจะเก็บไม่เกิน 20 % ของปริมาตรเลือดทั้งหมดหากแมวผู้ให้เลือดมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ผลเลือดปกติ   การเก็บเลือดปริมาณดังกล่าวไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพแต่อย่างใด   ขั้นตอนการถ่ายเลือด                              ก่อนอื่นต้องตรวจร่างกายและเลือดแมวผู้ให้เลือดก่อนว่าเป็นผู้ให้เลือดที่ดีหรือไม่   โดยจะพิจารณาตามเกณฑ์ข้างต้น   หากผ่านเกณฑ์ก็จะเป็นแมวผู้ให้เลือดที่ดี  จากนั้นมาดูกันต่อว่าเลือดของแมวผู้ให้เลือดกับแมวผู้รับเลือดเข้ากันได้หรือไม่โดยการทำcross matching   หากเลือดแมวผู้ให้เลือดทำcross matching ผ่านก็แปลว่าเลือดของแมวผู้ให้เลือดและแมวผู้รับเลือดสามารถเข้ากันได้  ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการถ่ายเลือดให้น้องเหมียวผู้รับเลือด   แมวผู้รับเลือดอันตรายไหม                               แมวตัวรับเลือดมีโอกาสแพ้เลือดหรือได้รับเชื้อปนเปื้อนจากเลือดที่ให้เนื่องมาจากการเก็บรักษาเลือดไม่ดีพอ  ในรายที่เป็นโรคหัวใจหรือโรคไตหากให้เลือดเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอด   แมวตัวรับเลือดต้องเฝ้าระวังและบันทึกสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิดและควรที่จะมีการปรับค่าความสมดุลย์ของแร่ธาตุในร่างกายโดยการใช้ชนิดของน้ำเกลือที่ถูกต้อง                  การเป็นผู้ให้เลือดถือเป็นการทำบุญต่อชีวิตของน้องเหมียวที่ต้องการเลือด   นอกเหนือจากการเป็นผู้ให้เลือดแล้วยังได้รับสิ่งดีๆกลับมาอีกด้วย                โดยทั่วไปร่างกายของแมวผู้ให้เลือดจะมีการสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ทดแทนเม็ดเลือดแดงเก่าทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของไขกระดูกตามระยะเวลาที่กำหนด  นอกจากนี้เจ้าเหมียวผู้ให้ยังมีโอกาสได้พบสัตวแพทย์และทำการตรวจสุขภาพไปในตัวอีกด้วย                ดังนั้น สัตวแพทย์จึงขอรับรองความปลอดภัยแก่แมวผู้ที่เป็นผู้ให้เลือดและขอเชิญชวนเจ้าของน้องเหมียวที่มีแมวสมบูรณ์แข็งแรงเข้ามาบริจาคเลือดเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนแมวร่วมโลกของเราให้มีอายุยืนยาวต่อไป     ด้วยความปรารถนาดีจากคลินิกโรคแมวโรงพยาบาลสัตว์สัตวแพทย์ 4
ภาวะน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานและภาวะโรคอ้วนในสัตว์เลี้ยง
ภาวะน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานและภาวะโรคอ้วนในสัตว์เลี้ยง                                                   ศูนย์บำบัดและฟื้นฟูร่างกายสัตว์เลี้ยง โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4          หากพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของสัตว์เลี้ยง  เจ้าของส่วนใหญ่มักนึกถึงโรคหัวใจ โรคไต โรคผิวหนัง เป็นอันดับแรกๆ เพราะสัตว์เลี้ยงจะแสดงอาการป่วยให้เห็นค่อนข้างชัดเจน แต่เนื่องด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น บวกกับความเอาใจใส่ที่มีมากขึ้นจากเจ้าของ ทำให้โรคภัยที่กล่าวข้างต้นมีแนวโน้มลดลง         ในทางตรงกันข้าม  สิ่งที่แอบแฝงมาพร้อมกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและสุขภาพที่สมบูรณ์มากขึ้น ก็คือ ”ภาวะน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน” หรือ ”Overweight” ซึ่งเจ้าของส่วนใหญ่มักละเลยและมองข้ามว่าไม่ใช่ปัญหา แต่ท้ายที่สุดการเกิด ”ภาวะโรคอ้วน” หรือ “Obesity จะนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บอื่นๆตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคผิวหนัง โรคระบบหายใจและหลอดเลือด โรคตับ โรคเบาหวานและโรคข้อต่อและกระดูกเป็นต้น          จะเห็นได้ว่าโรคที่เป็นผลตามมาจากภาวะน้ำหนักเกินและภาวะอ้วนของสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ ล้วนเป็นโรคเรื้อรังยากที่จะจัดการแก้ไขหรือกระทั่งรักษาให้หายขาดไม่ได้  การป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงมีภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐานจึงเป็นปราการด่านแรก และเป็นทางเลือกที่ดีกว่าและสมเหตุสมผล คู่ควรกับการให้ความสำคัญและทำให้แนวโน้มการเลี้ยงดูสัตว์ที่มีมาตรฐานยิ่งขึ้นตามลำดับ          ปัญหาพื้นฐานของความอ้วน มี 2 แบบ คือ    1. การเพิ่มขนาดเซลไขมันในร่างกาย ( Hypertropic Obesity ) เกิดจากการได้รับพลังงานมากเกินความจำเป็น         ซึ่งสามารถจัดการได้โดยควบคุมปริมาณของพลังงานที่ได้รับให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ 2. การเพิ่มทั้งขนาดเซลและจำนวนของเซลไขมันในร่างกาย ( Hyperplastic Obesity) เกิดจากการเพิ่มจำนวนเซลล์ไขมัน         ที่มากผิดปกติซึ่งยากที่จะแก้ไขและมักเป็นปัญหาในระยะยาวต่อไป  ส่วนใหญ่แล้วน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นของสัตว์เลี้ยงจนนำไปสู่ภาวะน้ำหนักเกินและภาวะโรคอ้วนนั้นเกิดจาก 2 ปัจจัยใหญ่ๆ ได้แก่   1. ปัจจัยจากภายนอก เช่นสภาวะแวดล้อม การเลี้ยงดูจากเจ้าของ อิทธิพลในการกินอาหาร ส่วนประกอบของอาหารที่กิน               พฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายของตัวสัตว์เอง   2. ปัจจัยจากภายใน เช่น อายุ เพศ อัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ภาวะของระบบสืบพันธุ์ ความมีอยู่หรือ         ความผิดปกติของระดับฮอร์โมนในร่างกาย หรือความผิดปกติของต่อมใต้สมอง เป็นต้น         สัตว์เลี้ยงที่มีปัญหาน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานมากกว่า 70%  มักเกิดจากปัจจัยจากภายนอกเป็นหลัก เนื่องมาจากปริมาณอาหารที่ได้รับในแต่ละวันนั้นมากเกินไปหรือขาดการออกกำลังกายที่จะเผาผลาญพลังงาน โดยเจ้าของสัตว์เลี้ยงส่วนใหญ่ที่มีปัญหาในการควบคุมน้ำหนักสัตว์เลี้ยงของตน มักจะมีคำถามและความสงสัยในส่วนของจำนวนมื้อที่สัตว์เลี้ยงควรได้รับ ไม่ว่าจะเป็น "ควรให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารวันละกี่มื้อ ถึงจะพอ" "ถ้าให้ปริมาณอาหารลดลงแล้วสัตว์เลี้ยงจะอิ่มหรือไม่" รวมไปถึง “รู้สึกแทนสัตว์เลี้ยง กลัวว่าสัตว์เลี้ยงจะไม่อิ่ม จะหงุดหงิดหรือหิวโหย หากอาการที่เคยได้รับต้องถูกจำกัดและลดปริมาณลง หรือแม้แต่รู้สึกทนไม่ได้ที่จะต้องทนเห็นสายตาเว้าวอนขออาหารของสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น” ก่อให้เกิดการให้อาหารที่มากเกินความต้องการของสัตว์เลี้ยง ทำให้สัตว์เลี้ยงเหล่านั้นได้รับและบริโภคเกินความต้องการของร่างกาย จนติดเป็นพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติไป ก่อให้เกิดพฤติกรรม "การสปอยล์สัตว์เลี้ยง” ขึ้น         พฤติกรรมเหล่านี้เองที่เป็นที่มาของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของสัตว์เลี้ยงและนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานและโรคอ้วนของสัตว์เลี้ยงโดยไม่ได้ตั้งใจในที่สุด และในไม่ช้าน้ำหนักตัวที่มากเกินไปก็จะเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆตามมามากมาย           การวินิจฉัย         โดยทั่วไปแล้วค่ามาตรฐานน้ำหนักตัวสัตว์เลี้ยงในปัจจุบัน จะอิงจากข้อมูลค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวของสุนัขในแต่ละสายพันธุ์ร่วมกับการตรวจโดยใช้มาตรฐานของ Assessment of Body Condition Score ที่จะแบ่งน้ำหนักตัวและสภาพร่างกายของสัตว์เลี้ยงเป็น 5 หรือ 9 ระดับตามความอ้วน-ผอมของสัตว์เลี้ยง (ร่วมกับการทำรังสีวินิจฉัย และการตรวจเลือดในกรณีสงสัยภาวะอ้วนที่เกิดจากปัจจัยภายในร่างกายของสัตว์เลี้ยง)   แนะนำว่าควรนำสัตว์เลี้ยงไปให้สัตวแพทย์ตรวจเบื้องต้นก่อนเพื่อความแม่นยำและถูกต้อง ว่าสัตว์เลี้ยงของท่านอ้วนจากปัจจัยภายนอกโดยการได้รับอาหารที่ไม่พอเหมาะและขาดการออกกำลังกาย หรืออ้วนเพราะร่างกายผิดปกติ เช่น ภาวะบวมน้ำ หรือความผิดปกติของต่อมไร้ท่อต่างๆ   อย่างไรก็ดี เจ้าของสามารถที่จะประเมินคร่าวๆว่าสัตว์เลี้ยงของท่านมีน้ำหนักตัวและขนาดของรูปร่างอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ โดยใช้ฝ่ามือคลำไปตามแนวกระดูกซี่โครง บั้นเอวและบริเวณโคนหาง หากยังพอที่จะคลำพบกระดูกแสดงว่าสัตว์เลี้ยงของท่านยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่หากคลำไม่พบกระดูกหรือคลำพบยากอาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นว่าสัตว์เลี้ยงของท่านมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานแล้ว         การจัดการ         การควบคุมและจัดการสัตว์เลี้ยงที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานในเบื้องต้นคือการลดปริมาณไขมันในร่างกาย โดยการจำกัดปริมาณพลังงานที่ได้จากอาหารที่กินเข้าไปและเร่งกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงานมากยิ่งขึ้น และในระยะยาวคือการควบคุมน้ำหนักตัวให้คงที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานต่อไป โดยสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดการได้แก่ 1. พฤติกรรมของเจ้าของและสัตว์เลี้ยง (Behavior modification ) เช่น การควบคุมพฤติกรรมการกินอาหาร         โดยฝึกให้กินเป็นเวลา และงดการให้อาหารสัตว์เลี้ยงระหว่างที่เจ้าของรับประทานอาหารอยู่ การลดจำนวนมื้ออาหาร         และปริมาณอาหารที่ได้รับอยู่  เป็นต้น 2. การควบคุมอาหาร ( Dietary modification ) เพื่อจำกัดพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน เช่น การเลือกใช้อาหาร         ในสูตรลดน้ำหนัก (low- fat diets) หรือการปรับสัดส่วนอาหารที่ได้รับอยู่ให้มีพลังงานลดลง เป็นต้น   3. การออกกำลังกาย ( Exercise ) เพื่อเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน เช่น การว่ายน้ำ การจูงเดิน การปล่อยวิ่ง         และการเล่นกิจกรรมต่างๆ         ทั้งนี้หากเจ้าของพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อควบคุมและจัดการน้ำหนักตัวแล้ว ต่อไปทั้งเจ้าของและคุณหมอจะต้องร่วมมือจริงจังในระหว่างการลดน้ำหนักสัตว์เลี้ยง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนในบ้าน การเข้าใจถึงปัญหา และการพยายามข้ามฝ่าอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นตามมา โดยสัตวแพทย์จะมีส่วนช่วยในเรื่องต่างๆดังนี้ • จัดโปรแกรมการควบคุมน้ำหนัก ให้สัตว์เลี้ยงมีน้ำหนักตัวลดลงประมาณ 1-2% จากปกติ เพื่อป้องกันผลข้างเคียง         จากการลดน้ำหนักตัวที่เร็วจนเกินไป • เลือกชนิดของอาหารที่เหมาะสมต่อการลดน้ำหนักและสะดวกต่อการให้อาหารสัตว์เลี้ยง • ควบคุมพลังงานที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน ไม่ให้มากเกินความต้องการของร่างกายของสัตว์เลี้ยง         และไม่น้อยเกินไปจนทำให้สัตว์เลี้ยงรู้สึกหิวและหงุดหงิดตามมา • ควบคุมและจำกัดปริมาณของขนมขบเคี้ยว เพราะขนมเหล่านี้คือแหล่งของพลังงานที่เกินความจำเป็นของร่างกาย • ปรับเปลี่ยนและเพิ่มโปรแกรมการออกกำลังกายในแต่ละวัน เพื่อเพิ่มการเผาผลาญอาหาร • ควบคุมน้ำหนักตัวของสัตว์เลี้ยงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างต่อเนื่องไปอีกสักระยะ เพื่อป้องกันการเกิด yoyo effect         จนทำให้น้ำหนักตัวกลับมาเพิ่มขึ้นใหม่ ตามโปรแกรมการควบคุมน้ำหนักอย่างเข้มงวดอย่างเข้มงวด         การลดน้ำหนักให้แก่สัตว์เลี้ยงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความอดทนของทั้งเจ้าและตัวสัตว์เอง ดังนั้นเจ้าของจึงไม่ควรใจร้อนให้สัตว์เลี้ยงอดอาหารเพื่อหวังผลให้น้ำหนักตัวของสัตว์เลี้ยงลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้สัตว์เลี้ยงรู้สึกหิว เกิดภาวะขาดสารอาหาร และอาจเป็นที่มาของภาวะเครียดซึ่งอาจจะแสดงออกตามมาในรูปแบบของพฤติกรรมที่ก้าวร้าวได้          มาถึงตรงนี้หากเจ้าของท่านไหนเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าเลี้ยงและตามใจสัตว์เลี้ยงแบบไม่ถูกวิธีมาโดยตลอด ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของทั้งตัวเจ้าของเองและสัตว์เลี้ยงของคุณโดยปรึกษากับสัตวแพทย์ เพื่อให้สัตว์เลี้ยงของคุณมีโภชนาการที่ถูกต้องในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงของคุณเกิดภาวะน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานจนนำไปสู่โรคอื่นๆที่ร้ายแรงในภายหลัง    หมั่นเทคแคร์ดูแลสัตว์เลี้ยง ด้วยความปรารถนาดีจาก  ศูนย์บำบัดและฟื้นฟูร่างกายสัตว์เลี้ยง โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4       
รู้หรือไม่ ? ว่าพืชใกล้ตัวอาจมีพิษกับสัตว์เลี้ยงท่านได้
 รู้หรือไม่ ? ว่าพืชใกล้ตัวอาจมีพิษกับสัตว์เลี้ยงท่านได้   สวัสดีค่ะพบกันอีกครั้งกับเกร็ดความรู้ดีๆ ที่คุณหมอสรรหามาให้ท่านเจ้าของน้องสุนัข น้องเหมียวมาอ่านกัน ครั้งนี้ คุณหมอขอให้ความรู้กับคุณเจ้าของในเรื่องของพืชใกล้ตัวที่อาจเป็นประโยชน์แก่มนุษย์แต่ในทางกลับกันอาจทำร้ายสัตว์เลี้ยงท่านได้อย่างคาดไม่ถึง ว่านหางจระเข้ ประโยชน์ในคนที่บริโภค พบว่าวุ้นของว่านสามารถรักษาภาวะแผลไหม้ได้ดีแต่หารู้ไม่ว่าเมื่อสัตว์เลี้ยงกินวุ้นของว่านเข้าไปล่ะก็ จะได้รับสารที่ชื่อว่า sarpronin  จะทำให้เกิดภาวะระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร อาเจียน ท้องเสีย ตัวสั่นเกร็ง ปัสสาวะเปลี่ยนสี และมีอันตรายตามมา บอนสี  หลายๆบ้านปลูกบอนสีไว้เพื่อความสวยงาม แต่ในบอนสีเราพบว่ามีสารแคลเซียมออกซาเลต และความเป็นพิษนั้นสามารถพบได้ทุกส่วนของต้นบอนสี หากสัตว์เลี้ยงกินเข้าไป จะระคายเคืองช่องปาก ลำคอ และระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดน้ำลายไหล อาเจียน กลืนลำบาก   ดอกลินลี่ เป็นดอกไม้ที่พบได้บ่อยแต่ไม่ได้มาจากการปลูกเอง โดยมากมักมาจากการเล่น ไม่รู้ของน้องแมวและเจ้าของเมื่อนำดอกไม้มาปักใส่ไว้ในแจกัน เพราะเมื่อหากแมวได้รับประทานเข้าไปเพียงนิดเดียว อาจทำให้เกิดไตวายได้     ไฮเดรนเยีย  ดอกไม้ชนิดนี้กำลังเป็นที่นิยมในหมู่แม่บ้าน เพราะเมื่อนำมาตกแต่งบ้านปักแจกันจะสวยงามมาก แต่ภายใต้ความสวยงาม เราจะพบสาร Cyanogenic glycoside ซึ่งเป็นพิษแก่สุนัขและแมว หากได้รับการทานเข้าไปจะทำให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร พบภาวะอาเจียน ท้องเสีย ต้นชวนชม          เป็นต้นไม้ที่ความหมายดี ปลูกง่ายในเมืองไทย  แต่มักพบสารที่ชื่อว่า glycoside ซึ่งเป็นอันตรายต่อ สุนัขและแมว หากได้เผลอกินดอกเข้าไปจะทำให้เกิดการระคายเคืองระบบอาหาร อาเจียน ปวดท้อง กล้ามเนื้อหัวใจเต้นผิดจังหวะ  และช้าลง ซึ่งอาจเสียชีวิต ยกตัวอย่างมาให้รับทราบและระวังๆกันไว้ เพราะธรรมชาติสัญชาตญาณของสัตว์เลี้ยงเขาจะทราบอยู่แล้วว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อาหารของพวกเขา อย่างไรก็ดีเจ้าของก็ควรระวังและคอยเป็นหูเป็นตาไม่ให้เกิดเหตุจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตัวเราเองนะคะ " หมั่นเทคแคร์ดูแลเทคแคร์สัตว์เลี้ยง "     ด้วยความปรารถนาดีจาก โรงพยาบาลสัตว์สัตวแพทย์ 4 สพ.ญ. เรวดี  เติมวิริยะกุล