บทความทางวิชาการ : การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
(Pet First Aid)
บ่อยครั้งที่เจ้าของไม่สามารถพาสัตว์เลี้ยงที่ป่วยไปพบสัตวแพทย์ได้ทันที
จึงจำเป็นต้องทำการปฐมพยาบาลสัตว์เบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการหรือลดความรุนแรงของโรคก่อนได้รับการรักษาจากสัตวแพทย์
ซึ่งต่อไปนี้จะกล่าวถึงข้อมูลเบื้องต้นที่เจ้าของสัตว์ควรรู้และควรปฏิบัติ
สัญญาณชีพเบื้องต้นที่ควรรู้
| |
สุนัข |
แมว |
| อุณหภูมิร่างกาย |
38-39.3 องศาเซลเซียส |
38-39.3 องศาเซลเซียส |
| อัตราการเต้นของหัวใจ |
70-160 ครั้ง/นาที |
160-240 ครั้ง/นาที |
| อัตราการหายใจ |
10-30 ครั้ง/นาที |
20-30 ครั้ง/นาที |
การตรวจสัญญาณชีพ
ควรมีความระมัดระวังในการเข้าหาตัวสัตว์ ไม่ควรตรงปรี่เข้าไปเนื่องจากสัตว์ป่วยอาจแว้งกัดหรือข่วนได้
- การวัดอุณหภูมิร่างกายทำโดยการเสียบปรอทวัดไข้ที่ทวารหนักเท่านั้น
- การวัดอัตราการเต้นของหัวใจทำได้โดยวางมือทาบบนอก
- การวัดอัตราการหายใจทำโดยใช้มือหรือนิ้วที่เปียกอังบริเวณปลายจมูก
- การวัดอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจนั้น สามารถวัดการเต้นของหัวใจและการหายใจเพียง
15 วินาที
แล้วคูณ 4 ครั้ง เราก็จะสามารถทราบค่าอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจใน
1 นาทีได้โดยไม่ต้องจับ
เวลาถึง 60 วินาที
Picture 1: วัดอัตราการเต้นของหัวใจทำได้โดยวางมือทาบบนอก
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
- เลือดไหลจากร่างกาย
สาเหตุ อุบัติเหตุจากรถชน สัตว์กัดกัน ตกจากที่สูง
มีปัญหาจากการแข็งตัวของเลือด ได้รับยาเบื่อหนู มีแผลขนาดใหญ่
ถ้าเลือดจากเส้นเลือดแดงใหญ่(สังเกตได้จากเลือดที่ออกมาจะสีแดงสดและพุ่งแรง)
ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที เพราะเลือดที่ไหลจากเส้นเลือดแดงใหญ่จะหยุดยาก
ส่วนการห้ามเลือด โดยทั่วไปจะใช้ผ้าก็อชหรือผ้าสะอาดกดเหนือบริเวณบาดแผลอย่างน้อย
5-9 นาที เพื่อให้เลือดหยุด ไม่ควรใช้วิธีขันชะเนาะ เพราะจะทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนอื่นๆ
Picture 2: ภาพการห้ามเลือด
- อาเจียน
สาเหตุ กลืนสารพิษ ช่องท้องได้รับการบาดเจ็บ เมารถ โรคต่างๆ
กินอาหารมากเกินไป ภาวะตกใจกลัวอย่างรุนแรง สมองถูกกระทบกระเทือน
เป็นพยาธิลำไส้ โดยควรนำอาเจียนไปให้สัตวแพทย์ตรวจดูว่าในอาเจียนที่ออกมามีเลือดปนหรือ
มีสิ่งแปลกปลอมออกมาด้วยหรือไม่ ถ้าสัตว์กินสารพิษเข้าไปควรนำสลากของสารพิษไปให้สัตวแพทย์ดูด้วย
ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงกินน้ำหรือกินอาหารจนกว่าจะไปพบสัตวแพทย์
ถ้าสัตว์มีอาการปวดท้อง ท้องโต หายใจแห้งๆ ต้องรีบพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน
- โรคลมแดด ความร้อนสูงเกินขนาด
สาเหตุ อาการร้อนจัด ออกกำลังมากเกินไป ขาดน้ำ
การช่วยเหลือ นำสัตว์เลี้ยงไปอยู่ในที่ร่ม อากาศเย็น
หรือให้แช่สัตว์ในน้ำธรรมดา ห้ามแช่ในน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง วิธีนี้ต้องมีคนดูแลตลอดเวลา
เพราะสัตว์เลี้ยงอาจจมน้ำหรือสำลักน้ำได้ ควรวัดอุณหภูมิจนกระทั่งอุณหภูมิลดลงไปถึง
39.4 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นให้ทำให้ตัวแห้ง ห้ามปล่อยให้ตัวแห้งเอง
และคอยวัดอุณหภูมิเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงมือสัตวแพทย์
- ขากระเผลก
สาเหตุ ขาหรือนิ้วหัก ข้ออักเสบ ฝ่าเท้าอักเสบ
เจ็บกล้ามเนื้อ ข้อกระดูกหลุดหรือเคล็ดขัดยอก
การช่วยเหลือ ถ้าสงสัยว่ากระดูกหัก ให้เคลื่อนไหวด้วยความนุ่มนวล
ไม่ควรเข้าไปอุ้มสัตว์ในทันที หรือเอาหน้าไปใกล้สัตว์ที่เจ็บอยู่
เพราะสัตว์อาจกัดเราได้ ควรสวมขลุมปากหรือใช้ผ้าขนหนูคลุมบริเวณส่วนหัวสัตว์ไว้
ถ้าเป็นแมวหรือสัตว์ตัวเล็ก ให้ใช้ผ้าห่อตัวไว้
ไม่ควรยกหรือลากสัตว์ป่วยในทันที ควรหาเปลหรือแผ่นไม้เพื่อช่วยในการเคลื่อนย้าย
ถ้าพบว่ามีกระดูกหัก ก่อนการเคลื่อนย้ายใช้หนังสือม้วนให้หนาเพื่อนำมาดามที่ขาแล้วผูกด้วยเชือกอีกครั้งหนึ่ง
ก่อนนำไปพบสัตวแพทย์
- ผึ้ง หรือต่อต่อย
การช่วยเหลือ ถ้าสัตว์เลี้ยงถูกผึ้งต่อยให้ทาบริเวณที่ถูกต่อยด้วยเบกกิ้งโซดา
แต่ถ้าถูกต่อต่อยให้ทาด้วยน้ำส้มสายชูหรือน้ำมะนาว หลังจากนั้นทำการประคบเย็นแล้วตามด้วยทาคาราไมล์โลชั่น
ในรายที่มีอาการรุนแรงให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์
- ไอหรือสำลัก
สาเหตุ กลืนสิ่งแปลกปลอมเข้าไป เช่น เข็ม กระดูก กิ่งไม้
หลุดเข้าไปในหลอดลม หรือมีอาการของโรคภูมิแพ้
การช่วยเหลือจับสัตว์เลี้ยงอ้าปากแล้วค่อยๆดึงลิ้นออกมาอย่างช้าๆ
และสำรวจในช้องปากและคอ ถ้าเห็นสิ่งแปลกปลอมให้ใช้มือหรือคีมคีบสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมา
ขณะเดียวกันระวังไม่ให้สิ่งแปลกปลอมนั้นหลุดเข้าไปลึกกว่าเดิม
แต่ถ้าสัตว์เลี้ยงไม่ยอมให้อ้าปาก หรือสิ่งแปลกปลอมไปอุดทางเดินหายใจ
ให้รีบช่วยหายใจและนำไปพบสัตวแพทย์ทันที
- หมดสติ
สาเหตุ จมน้ำ ถูกไฟช็อต กินยาผิด ได้รับการกระทบกระเทือน
การช่วยเหลือในรายที่สัตว์เลี้ยงจมน้ำให้พยายามเอาน้ำออกจากปอดให้มากที่สุด
โดยการยกส่วนท้ายของลำตัวขึ้นสูงแล้วห้อยหัวลงมา กดบริเวณช่องอกจนกว่าน้ำจะไหลออกมาหมด
Picture 3: ภาพการช่วยเหลือแมวจมน้ำ
ในรายที่ถูกไฟช็อต ไม่ควรรีบเข้าไปจับตัวสัตว์เลี้ยงทันที ให้ทำการตัดไฟก่อนแล้วจึงค่อยเข้าไปช่วยเหลือสัตว์ป่วย
หากพบว่าไม่หายใจหรือหัวหัวไม่เต้น ควรรีบทำการกู้ชีพทันที
Picture 4 : ภาพการช่วยเหลือขณะถูกไฟฟ้าช๊อต
วิธีการกู้ชีพทำได้โดย
1. ถ้าสัตว์เลี้ยงไม่หายใจแต่หัวใจยังเต้นอยู่ ให้จับตัวสัตว์นอนตะเครง
และเอาสิ่งอุดตันในคอและหลอดลมออกให้หมด ใช้มือข้างหนึ่งดึงลิ้นพร้อมปิดปากให้สนิท
ทำคอให้เหยียดตรง แล้วช่วยผายปอดโดยเป่าลมเข้าไปทางรูจมูกของสัตว์เลี้ยง
5-6 ครั้ง ถ้าสัตว์เลี้ยงไม่มีอาการตอบสนอง หรือไม่หายใจเองให้ทำการผายปอดต่อไปอีก
โดยมีอัตราการผายปอด ดังนี้
- น้ำหนักตัวมากกว่า 30 กิโลกรัมขึ้นไปให้ทำการผายปอด 12 ครั้ง/นาที
- น้ำหนักตัว 5-30 กิโลกรัมขึ้นไปให้ทำการผายปอด 16-20 ครั้ง/นาที
- น้ำหนักตัว 1-5 กิโลกรัมขึ้นไปให้ทำการผายปอดประมาณ 30 ครั้ง/นาที
Picture 5: ภาพการช่วยเหลือทำการผายปอด
2. ถ้าสัตว์เลี้ยงหัวใจไม่เต้น ให้ช่วยบีบนวดหัวใจโดยใช้มือทาบที่บริเวณอกแล้วกดลงไปเล็กน้อย
โดยมีอัตราการนวดหัวใจดังนี้
- น้ำหนักตัวมากกว่า 30 กิโลกรัมขึ้น นวด 60 ครั้ง/นาที
- น้ำหนักตัว 5-15 กิโลกรัมขึ้นไป นวด 80-100 ครั้ง/นาที
- น้ำหนักตัว 3-5 กิโลกรัมขึ้น นวด 120-140 ครั้ง/นาที
แต่ถ้าสัตว์เลี้ยงมีน้ำหนักน้อยกว่า 3 กิโลกรัม ให้ใช้มือทั้งสองข้างประคองที่อกแล้วทำการนวด
Picture 6: ภาพการช่วยเหลือทำการนวดหัวใจ
ถ้าสัตว์เลี้ยงหัวใจไม่เต้นและไม่หายใจให้ช่วยผายปอดและนวดหัวใจไปพร้อมๆกันในอัตราดังนี้
- น้ำหนักตัวมากกว่า 30 กิโลกรัมขึ้น ผายปอด 1 ครั้งสลับกับนวดหัวใจ
10 ครั้ง
- น้ำหนักตัว 5-15 กิโลกรัมขึ้นไป ผายปอด 1 ครั้งสลับกับนวดหัวใจ 5
ครั้ง
- น้ำหนักตัว 3-5 กิโลกรัมขึ้น ผายปอด 1 ครั้งสลับกับนวดหัวใจ 5 ครั้ง
แต่ถ้าเป็นแมวหรือสัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก ให้ช่วยผายปอด 1 ครั้งสลับกับนวดหัวใจ
5 ครั้ง
หลังจากเจ้าของสัตว์ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แก่สัตว์ป่วยแล้วควรรีบพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตว์แพทย์ในทันที
เพื่อดำเนินการรักษาต่อไป ซึ่งถ้าสัตว์ป่วยได้รับการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีจะสามารถช่วยให้อาการของสัตว์เลี้ยงไม่ทวีความรุนแรงขึ้นได้
Download : PDF