บทความวิชาการ โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4

บทความทางวิชาการ : การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (Pet First Aid)
บ่อยครั้งที่เจ้าของไม่สามารถพาสัตว์เลี้ยงที่ป่วยไปพบสัตวแพทย์ได้ทันที จึงจำเป็นต้องทำการปฐมพยาบาลสัตว์เบื้องต้น เพื่อบรรเทาอาการหรือลดความรุนแรงของโรคก่อนได้รับการรักษาจากสัตวแพทย์ ซึ่งต่อไปนี้จะกล่าวถึงข้อมูลเบื้องต้นที่เจ้าของสัตว์ควรรู้และควรปฏิบัติ

สัญญาณชีพเบื้องต้นที่ควรรู้

สุนัข
แมว
อุณหภูมิร่างกาย
38-39.3 องศาเซลเซียส
38-39.3 องศาเซลเซียส
อัตราการเต้นของหัวใจ
70-160 ครั้ง/นาที
160-240 ครั้ง/นาที
อัตราการหายใจ
10-30 ครั้ง/นาที
20-30 ครั้ง/นาที

การตรวจสัญญาณชีพ

ควรมีความระมัดระวังในการเข้าหาตัวสัตว์ ไม่ควรตรงปรี่เข้าไปเนื่องจากสัตว์ป่วยอาจแว้งกัดหรือข่วนได้
- การวัดอุณหภูมิร่างกายทำโดยการเสียบปรอทวัดไข้ที่ทวารหนักเท่านั้น
- การวัดอัตราการเต้นของหัวใจทำได้โดยวางมือทาบบนอก
- การวัดอัตราการหายใจทำโดยใช้มือหรือนิ้วที่เปียกอังบริเวณปลายจมูก
- การวัดอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจนั้น สามารถวัดการเต้นของหัวใจและการหายใจเพียง 15 วินาที
แล้วคูณ 4 ครั้ง เราก็จะสามารถทราบค่าอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจใน 1 นาทีได้โดยไม่ต้องจับ
เวลาถึง 60 วินาที



Picture 1: วัดอัตราการเต้นของหัวใจทำได้โดยวางมือทาบบนอก

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  1. เลือดไหลจากร่างกาย

    สาเหตุ อุบัติเหตุจากรถชน สัตว์กัดกัน ตกจากที่สูง มีปัญหาจากการแข็งตัวของเลือด ได้รับยาเบื่อหนู มีแผลขนาดใหญ่ ถ้าเลือดจากเส้นเลือดแดงใหญ่(สังเกตได้จากเลือดที่ออกมาจะสีแดงสดและพุ่งแรง) ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที เพราะเลือดที่ไหลจากเส้นเลือดแดงใหญ่จะหยุดยาก
    ส่วนการห้ามเลือด โดยทั่วไปจะใช้ผ้าก็อชหรือผ้าสะอาดกดเหนือบริเวณบาดแผลอย่างน้อย 5-9 นาที เพื่อให้เลือดหยุด ไม่ควรใช้วิธีขันชะเนาะ เพราะจะทำให้เลือดไม่ไปเลี้ยงอวัยวะส่วนอื่นๆ



    Picture 2: ภาพการห้ามเลือด

  2. อาเจียน

    สาเหตุ
    กลืนสารพิษ ช่องท้องได้รับการบาดเจ็บ เมารถ โรคต่างๆ กินอาหารมากเกินไป ภาวะตกใจกลัวอย่างรุนแรง สมองถูกกระทบกระเทือน เป็นพยาธิลำไส้ โดยควรนำอาเจียนไปให้สัตวแพทย์ตรวจดูว่าในอาเจียนที่ออกมามีเลือดปนหรือ มีสิ่งแปลกปลอมออกมาด้วยหรือไม่ ถ้าสัตว์กินสารพิษเข้าไปควรนำสลากของสารพิษไปให้สัตวแพทย์ดูด้วย

    ไม่ควรให้สัตว์เลี้ยงกินน้ำหรือกินอาหารจนกว่าจะไปพบสัตวแพทย์ ถ้าสัตว์มีอาการปวดท้อง ท้องโต หายใจแห้งๆ ต้องรีบพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์โดยด่วน

  3. โรคลมแดด ความร้อนสูงเกินขนาด

    สาเหตุ อาการร้อนจัด ออกกำลังมากเกินไป ขาดน้ำ

    การช่วยเหลือ นำสัตว์เลี้ยงไปอยู่ในที่ร่ม อากาศเย็น หรือให้แช่สัตว์ในน้ำธรรมดา ห้ามแช่ในน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง วิธีนี้ต้องมีคนดูแลตลอดเวลา เพราะสัตว์เลี้ยงอาจจมน้ำหรือสำลักน้ำได้ ควรวัดอุณหภูมิจนกระทั่งอุณหภูมิลดลงไปถึง 39.4 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นให้ทำให้ตัวแห้ง ห้ามปล่อยให้ตัวแห้งเอง และคอยวัดอุณหภูมิเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงมือสัตวแพทย์

  4. ขากระเผลก

    สาเหตุ ขาหรือนิ้วหัก ข้ออักเสบ ฝ่าเท้าอักเสบ เจ็บกล้ามเนื้อ ข้อกระดูกหลุดหรือเคล็ดขัดยอก

    การช่วยเหลือ ถ้าสงสัยว่ากระดูกหัก ให้เคลื่อนไหวด้วยความนุ่มนวล ไม่ควรเข้าไปอุ้มสัตว์ในทันที หรือเอาหน้าไปใกล้สัตว์ที่เจ็บอยู่ เพราะสัตว์อาจกัดเราได้ ควรสวมขลุมปากหรือใช้ผ้าขนหนูคลุมบริเวณส่วนหัวสัตว์ไว้ ถ้าเป็นแมวหรือสัตว์ตัวเล็ก ให้ใช้ผ้าห่อตัวไว้

    ไม่ควรยกหรือลากสัตว์ป่วยในทันที ควรหาเปลหรือแผ่นไม้เพื่อช่วยในการเคลื่อนย้าย ถ้าพบว่ามีกระดูกหัก ก่อนการเคลื่อนย้ายใช้หนังสือม้วนให้หนาเพื่อนำมาดามที่ขาแล้วผูกด้วยเชือกอีกครั้งหนึ่ง ก่อนนำไปพบสัตวแพทย์

  5. ผึ้ง หรือต่อต่อย

    การช่วยเหลือ ถ้าสัตว์เลี้ยงถูกผึ้งต่อยให้ทาบริเวณที่ถูกต่อยด้วยเบกกิ้งโซดา แต่ถ้าถูกต่อต่อยให้ทาด้วยน้ำส้มสายชูหรือน้ำมะนาว หลังจากนั้นทำการประคบเย็นแล้วตามด้วยทาคาราไมล์โลชั่น ในรายที่มีอาการรุนแรงให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์

  6. ไอหรือสำลัก

    สาเหต
    ุ กลืนสิ่งแปลกปลอมเข้าไป เช่น เข็ม กระดูก กิ่งไม้ หลุดเข้าไปในหลอดลม หรือมีอาการของโรคภูมิแพ้

    การช่วยเหลือจับสัตว์เลี้ยงอ้าปากแล้วค่อยๆดึงลิ้นออกมาอย่างช้าๆ และสำรวจในช้องปากและคอ ถ้าเห็นสิ่งแปลกปลอมให้ใช้มือหรือคีมคีบสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมา ขณะเดียวกันระวังไม่ให้สิ่งแปลกปลอมนั้นหลุดเข้าไปลึกกว่าเดิม แต่ถ้าสัตว์เลี้ยงไม่ยอมให้อ้าปาก หรือสิ่งแปลกปลอมไปอุดทางเดินหายใจ ให้รีบช่วยหายใจและนำไปพบสัตวแพทย์ทันที

  7. หมดสติ

    สาเหตุ จมน้ำ ถูกไฟช็อต กินยาผิด ได้รับการกระทบกระเทือน

    การช่วยเหลือในรายที่สัตว์เลี้ยงจมน้ำให้พยายามเอาน้ำออกจากปอดให้มากที่สุด โดยการยกส่วนท้ายของลำตัวขึ้นสูงแล้วห้อยหัวลงมา กดบริเวณช่องอกจนกว่าน้ำจะไหลออกมาหมด



    Picture 3: ภาพการช่วยเหลือแมวจมน้ำ

    ในรายที่ถูกไฟช็อต ไม่ควรรีบเข้าไปจับตัวสัตว์เลี้ยงทันที ให้ทำการตัดไฟก่อนแล้วจึงค่อยเข้าไปช่วยเหลือสัตว์ป่วย หากพบว่าไม่หายใจหรือหัวหัวไม่เต้น ควรรีบทำการกู้ชีพทันที



    Picture 4 : ภาพการช่วยเหลือขณะถูกไฟฟ้าช๊อต


วิธีการกู้ชีพทำได้โดย

1. ถ้าสัตว์เลี้ยงไม่หายใจแต่หัวใจยังเต้นอยู่ ให้จับตัวสัตว์นอนตะเครง และเอาสิ่งอุดตันในคอและหลอดลมออกให้หมด ใช้มือข้างหนึ่งดึงลิ้นพร้อมปิดปากให้สนิท ทำคอให้เหยียดตรง แล้วช่วยผายปอดโดยเป่าลมเข้าไปทางรูจมูกของสัตว์เลี้ยง 5-6 ครั้ง ถ้าสัตว์เลี้ยงไม่มีอาการตอบสนอง หรือไม่หายใจเองให้ทำการผายปอดต่อไปอีก โดยมีอัตราการผายปอด ดังนี้
- น้ำหนักตัวมากกว่า 30 กิโลกรัมขึ้นไปให้ทำการผายปอด 12 ครั้ง/นาที
- น้ำหนักตัว 5-30 กิโลกรัมขึ้นไปให้ทำการผายปอด 16-20 ครั้ง/นาที
- น้ำหนักตัว 1-5 กิโลกรัมขึ้นไปให้ทำการผายปอดประมาณ 30 ครั้ง/นาที



Picture 5: ภาพการช่วยเหลือทำการผายปอด


2. ถ้าสัตว์เลี้ยงหัวใจไม่เต้น ให้ช่วยบีบนวดหัวใจโดยใช้มือทาบที่บริเวณอกแล้วกดลงไปเล็กน้อย โดยมีอัตราการนวดหัวใจดังนี้
- น้ำหนักตัวมากกว่า 30 กิโลกรัมขึ้น นวด 60 ครั้ง/นาที
- น้ำหนักตัว 5-15 กิโลกรัมขึ้นไป นวด 80-100 ครั้ง/นาที
- น้ำหนักตัว 3-5 กิโลกรัมขึ้น นวด 120-140 ครั้ง/นาที
แต่ถ้าสัตว์เลี้ยงมีน้ำหนักน้อยกว่า 3 กิโลกรัม ให้ใช้มือทั้งสองข้างประคองที่อกแล้วทำการนวด



Picture 6: ภาพการช่วยเหลือทำการนวดหัวใจ

ถ้าสัตว์เลี้ยงหัวใจไม่เต้นและไม่หายใจให้ช่วยผายปอดและนวดหัวใจไปพร้อมๆกันในอัตราดังนี้
- น้ำหนักตัวมากกว่า 30 กิโลกรัมขึ้น ผายปอด 1 ครั้งสลับกับนวดหัวใจ 10 ครั้ง
- น้ำหนักตัว 5-15 กิโลกรัมขึ้นไป ผายปอด 1 ครั้งสลับกับนวดหัวใจ 5 ครั้ง
- น้ำหนักตัว 3-5 กิโลกรัมขึ้น ผายปอด 1 ครั้งสลับกับนวดหัวใจ 5 ครั้ง
แต่ถ้าเป็นแมวหรือสัตว์เลี้ยงขนาดเล็ก ให้ช่วยผายปอด 1 ครั้งสลับกับนวดหัวใจ 5 ครั้ง

หลังจากเจ้าของสัตว์ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แก่สัตว์ป่วยแล้วควรรีบพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตว์แพทย์ในทันที เพื่อดำเนินการรักษาต่อไป ซึ่งถ้าสัตว์ป่วยได้รับการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธีจะสามารถช่วยให้อาการของสัตว์เลี้ยงไม่ทวีความรุนแรงขึ้นได้

Download : PDF

 

 

 

 

 

โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4