บทความทางวิชาการ : โรคต่อมไทรอยด์ผิดปกติในแมว
(Feline Hyperthyroidism)
โรคของต่อมไทรอยด์ในแมว มักเกิดจากการที่ตัวต่อมทำงานมากเกินไป ทำให้หลั่งไทรอยด์ฮอร์โมนออกมามากกว่าปกติ
โรคของต่อมไทรอยด์นี้ เพิ่งมีการค้นพบเมื่อช่วงต้นปี 1800 ในอเมริกาและยุโรป
และต่อมากลายมาเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่งในระ9บบต่อมไร้ท่อในแมว
โดยเฉพาะแมวแก่ ที่มีอายุตั้งแต่ 4-22 ปี เกณฑ์เฉลี่ยพบบ่อยในแมวที่มีอายุ
13 ปี การเกิดโรคไม่สัมพันธ์กับเพศและพันธุ์ แต่พบว่าในแมวพันธุ์
Himalayan และ Siamese cat มีโอกาสพบน้อยกว่า
สาเหตุ : ุการเกิดโรคไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน
แต่เชื่อว่าปัจจัยของสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวแมว อาจเป็นสาเหตุการเกิดโรค
โดยทำให้ต่อมไทรอยด์มีการทำงานมากกว่าปกติ โดยมีการเพิ่มการหลั่งฮอร์โมน
thyroxin (T4) และ triiodothyronine ( T3)
โรคนี้มักพบมีการเกิดโรคเกี่ยวพันกับหลายระบบในร่างกาย ( Multisystemic
disease) จึงทำให้แมวที่ป่วยแสดงอาการป่วยที่ค่อนข้างหนักกว่าโรคอื่น
เช่น
- ระบบกล้ามเนื้อ มีอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อไม่มีแรง
- ระบบการไหลเวียนของเลือดที่หัวใจ หัวใจมีขนาดโตกว่าปกติ
จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นเร็ว ( tachycardia) หากไม่ได้รับการแก้ไข
จะเกิดภาวะความดันโลหิตสูง ( hypertension) ตามมาในภายหลัง
- ระบบทางเดินอาหาร (Gastrointestinal) มักพบอาการเรื้อรัง
เช่น อาเจียน อาจเนื่องมาจากการทานอาหารมากเกินไป หรือท้องเสีย เพราะมีการดูดซึมในทางเดินอาหารที่ผิดปกติ
- ระบบขับถ่ายที่ ไต (Renal) มักพบในรายไตวายเรื้อรัง
- ระบบประสาท (Nervous ) มักมีอาการตื่นเต้นง่าย
กระวนกระวายผิดปกติ
อาการเบื้องต้นที่เจ้าของจะสังเกตุพบ ได้แก่
น้ำหนักตัวลดลง
ทานอาหารเก่ง
กินน้ำเก่ง ปัสสาวะบ่อย
อาการทางระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ อาเจียน ท้องเสีย
พฤติกรรมเปลี่ยน บางตัวมีเสียงเปลี่ยน
การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ
บางรายอาจมีความผิดปกติของขน และเล็บ
การตรวจทางกายภาพ ( Physical examination) โดยสัตวแพทย์โดยการคลำที่บริเวณคอร่วมกับการตรวจเลือดเพื่อหาค่าไทรอยด์ฮอร์โมนเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรทำ
โดยเฉพาะแมวที่มีอายุเกินกว่า 5 ปีขึ้นไป
มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า การขยายใหญ่ในบริเวณคอดังกล่าวอาจไม่ใช่เป็นโรค
hyperthyroid เสมอไป เพราะอาจเป็นก้อนเนื้อชนิดอื่น หรือการคลำไม่พบ
ไม่สามารถยืนยันได้ว่าแมวนั้นไม่เป็น hyperthyroid เนื่องจากอาจมีการขยายใหญ่ของต่อมไทรอยด์ในส่วนช่องอกที่มือไม่สามารถคลำถึง
จะเห็นได้ว่า อาการที่ตรวจพบส่วนใหญ่แมวที่ป่วยมักมีอาการของโรคในระบบอื่นร่วมด้วย
เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจเรื้อรัง โรคตับ หรือเนื้องอก โดยเฉพาะ
Intestinal lymphoma จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาสาเหตุการเกิดโรคโดยอาศัยผลทางห้องปฏิบัติการประกอบการวินิจฉัย

Picture 1: การคลำตรวจที่บริเวณคอร่วมกับการตรวจเลือด
การตรวจทาง imaging
การตรวจด้วยรังสีวินิจฉัย : โดยการถ่ายภาพรังสีช่องอก
มักพบว่าหัวใจมีขนาดโตกว่าปกติ มีน้ำในช่องอก ปอดบวมน้ำ

Picture 2:รูปภาพแสดงภาวะหัวใจห้องบนทั้งสองข้างโต

Picture 3 :ภาพนอนคว่ำพบภาพเงาหัวใจมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ
(valentine-shaped)
ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography): มักพบ
sinus tachycardia, atrial and ventricular arrhythmias และ intraventricular
conduction disturbances. พบว่า QRS complex จะมีการเพิ่มขนาดความสูงของ
R wave ของ lead II.

Picture 4:รูปภาพคลื่นไฟฟ้าหัวใจแสดงลักษณะ
Atrial fibrillation และ Left ventricular enlargement (R>0.9
mV in lead II)
Echocardiography มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยความรุนแรงการเกิดโรคหัวใจ
ในรายผนังหัวใจหนากว่าปกติ

Picture 5 :รูปแสดงลักษณะหัวใจห้องซ้ายหนาตัว
(concentric hypertrophy of LV)
Abdominal ultrasound มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยว่ามึความผิดปกติของไตร่วมด้วย
การรักษา
วัตถุประสงค์ในการรักษาเพื่อควบคุมการหลั่งของ thyroid hormone ไม่ให้ออกมามากกว่าปกติ
การรักษาสามารถทำได้ 3 ทาง ดังนี้
- การรักษาทางยา ( medical therapy)
- การรักษาโดยการผ่าตัด ( Surgical thyroidectomy)
- การรักษาโดยรังสี I 131( irradiation of gland )
การที่จะเลือกใช้วิธีใดวิธหนึ่ง ควรมีการเลือกพิจารณาถึงผลดีและผลเสียที่เกิดขึ้นภายหลัง
- การรักษาทางยา (Medications)
การรักษาทางยามักใช้เป็นวิธีแรกในการปรับสภาพสัตว์ก่อนการผ่าตัดหรือการควบคุมในระยะยาว
ในรายที่เจ้าของไม่ต้องการผ่าตัดหรือใช้รังสี การรักษาทางยาไม่อาจทำลายเซลที่ผิดปกติ
ในการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้แมวแสดงอาการขึ้นใหม่เมื่อหยุดยา
พบว่าการ relapse นี้จะเกิดขึ้นหลังจากหยุดยา 24-72 ชั่วโมง
ข้อดีของการกินยา คือหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงของการเกิดภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำกว่าปกติ
- การผ่าตัด จัดว่าเป็น treatment of choice
โดยเฉพาะในรายที่มีปัญหาหัวใจ หรือไต ทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นในการดมยาสลบ
- Radioactive Iodine I 131 therapy เป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้รับการยอมรับว่าได้ผลดีที่สุดในการรักษาโรคนี้
เพราะมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด แต่มีโรงพยาบาลสัตว์ไม่กี่แห่งที่มีใช้
และมีราคาสูงโดยเฉพาะการใช้รังสี I131 ยังไม่มีรายงานในประเทศไทย
พบว่าในออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกา มักใช้วิธีนี้ในการรักษาภาวะ
hyperthyroidism และควรมีการตรวจเลือดหลังการรักษาอย่างน้อยภายในเวลา
2 สัปดาห์ เพราะอาจมีภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ( hypothyroid ) ตามมาภายหลัง
แต่ที่สำคัญควรมีการกักตัวสัตว์ในโรงพยาบาลอย่างน้อย 7-30 วัน เพื่อควบคุมการแผ่รังสีจากอุจจาระ
ปัสสาวะของแมวหลังได้รับยา
การพยากรณ์โรค
พบว่าหากสามารถทำการรักษาได้ตามที่กล่าวมาข้างต้น สามารถพยากรณ์โรคได้ว่าค่อนข้างดี
ทั้งนี้การเกิดการขยายตัวของต่อมไทรอยด์ต้องไม่เกิดการกลายสภาพเป็นเนื้อร้าย
( malignant change )
โรคนี้แม้ว่าจะไม่พบบ่อยนัก อาจเป็นเพราะการวินิจฉัยค่อนข้างยากกว่าโรคอื่น
และบางคลินิกอาจมีเครื่องมือในการวินิจฉัยไม่เพียงพอ ดังนั้น ผู้รักแมวไม่ควรรีรอ
หากพบว่าการรักษาทั่วไปโดยการกินยาไม่ช่วยให้ดีขึ้น สมควรให้สัตวแพทย์ทำการถ่ายภาพรังสี
ตรวจเลือด การวัดความดันเลือด เหล่านี้ก็จะช่วยให้การวินิจฉัยที่ว่ายากกลายเป็นของง่าย
เพื่อที่จะสามารถหาวิธีการรักษาแก้ไขได้ทันท่วงทีต่อไป