บทความทางวิชาการ : โรคความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด
(Congenital Heart Disease)
ภาวะการเกิดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในลูกสุนัข
หน่วยอายุรกรรมโรคหัวใจ สัตวแพทย์ 4 โพลีคลินิก สวัสดีผู้อ่านสื่อรักสัตว์เลี้ยงทุกท่านครับ
ตอนนี้ก็ใกล้เข้าช่วงฤดูหนาวแล้วนะครับ ไม่รู้ว่าอากาศจะแปรปรวนแค่ไหน
เดี๋ยวก็ร้อนมาก มีฝนตก แต่ก็ไม่หนาวเท่าไร แม้โลกเราจะร้อนขึ้นทุกวัน
ยังไงก็ช่วยๆกันนะครับ อากาศแปรปรวนแบบนี้ต้องดูแลสุขภาพตัวท่านและอย่าลืมดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงกันด้วยนะครับ
ช่วงใกล้เข้าหน้าเทศกาลปีใหม่นี้ ของขวัญที่เรามักซื้อให้กับคนที่เรารักคงมีหลายอย่างนะครับ
เช่นบางท่านคงเคยซื้อลูกสุนัขหรือลูกแมวให้เป็นของขวัญแก่กัน หรือบางท่านมีลูกสัตว์คลอดที่บ้านก็เอามาให้กันแทนของขวัญก็คงจะมี
แต่ต้องดูก่อนว่าคนรับพร้อมที่จะเลี้ยงหรือไม่ เพราะคนที่ไม่พร้อมอย่าไปให้เลยนะครับ
เดี๋ยวจะกลายเป็นการทารุณสัตว์ไปเปล่าๆ ทีนี้คนที่เคยไปเลือกซื้อลูกสัตว์ตามร้านขายสัตว์หรือคนที่เพาะพันธุ์สุนัข
คงพอจะเคยทราบเรื่องโรคต่างๆที่เกิดกับลูกสัตว์กันมาบ้างนะครับ ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรื่องโรคติดเชื้อรุนแรง
เช่น โรคไข้หัด โรคลำไส้อักเสบ แต่มีบางโรคที่เราเห็นอาการไม่ชัด
แต่เลี้ยงเท่าไรก็ไม่ยอมโต เราจะทำยังไงกันดี
เกิดคำถามว่า ทำไมลูกสัตว์ที่เราเลือกซื้อจะมีปัญหาหรือเปล่า โดยเฉพาะคนที่เพาะพันธุ์สัตว์
คงเคยเห็นว่า ทำไมลูกตัวนี้ในครอก ถึงได้ตัวเล็กและขี้โรคกว่าตัวอื่น
ดังนั้น ที่จะเล่าวันนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินมาบ้าง แต่คงจะไม่รู้ว่า
มันมีจริงๆด้วยหรอ หรือไม่ก็คิดว่ามีจริง แต่มันจะเกิดกับลูกสัตว์ของเราหรือ
นั่นคือ โรคความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด
( Congenital Heart Disease )
มีเจ้าของสัตว์หลายคนพาสุนัขมาตรวจด้วยความแปลกใจว่า ทำไมสุนัขของเขาถึงตัวไม่โตซักที
หรือบางทีสัตวแพทย์ที่ตรวจก็ถามอย่างสงสัยว่า ทำไมตัวเล็กจัง อายุ
6 เดือน แต่ขนาดพอๆกับอายุ 2 เดือน เจ้าของบางคนตอบด้วยความเข้าใจเบื้องต้นว่า
ตัวนี้เล็กกว่าปกติ เลยอยากเลี้ยง เพราะจะได้ไม่โตมากไปกว่านี้ กลายเป็นอย่างนั้นไป
แต่พอมาตรวจกับสัตวแพทย์กลับกลายเป็นโรคความผิดปกติของหัวใจมาแต่กำเนิดไปซะนั่น
ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่า สุนัขที่เราเลี้ยงนั้น จะมีปัญหาโรคหัวใจมาแต่กำเนิดหรือไม่
คำตอบก็คือ อาจพบว่า ลูกสุนัขมีขนาดตัวที่เล็กกว่าปกติ ดูเหงาหงอย
เซื่องซึม มีอาการไอมากกว่าปกติ หรือมีอาการเป็นลมขณะวิ่งเล่น เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
แต่โดยมาก มักไม่แสดงอาการให้เห็นในขณะนั้น หรือ มีแต่คนขายไม่ยอมบอกข้อมูลเหล่านี้
ก็คงไม่มีโอกาสรู้ จนกว่าจะได้เค้ากลับมาถึงบ้านและสังเกตุอาการแล้วนั่นแหละ
ลูกสุนัขที่พามาพบสัตวแพทย์ มักมาด้วยอาการดังที่กล่าวไปข้างต้น
สัตวแพทย์มักจะตรวจร่างกายทั่วๆไป สิ่งสำคัญที่มักจะตรวจพบจากการฟังคือ
การได้ยินเสียงการเต้นผิดปกติของหัวใจ เรียกว่า เสียง murmur
(แม้ว่าอาจฟังพบเสียงเบาๆนี้ได้ในสุนัขปกติ ซึ่งมักจะหายไปเองเมื่ออายุประมาณ
4 เดือน )
แต่ในรายที่มีความผิดปกติแต่กำเนิด มักจะได้ยินเสียงดังกล่าวชัดเจน
สัตวแพทย์จะต้องแนะนำให้ตรวจอย่างละเอียดเพิ่มเติม เช่น การฉายรังสีช่องอก
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ
ซึ่งปัจจุบันมีโรงพยาบาลสัตว์ไม่กี่แห่งบริการ ( ลองสอบถามสถานที่ก่อนพาสัตว์ไปตรวจ
) เพราะควรมีบุคคลากรและเครื่องมือการตรวจที่มีประสิทธิภาพและมีประสบการณ์ด้านโรคหัวใจ
โดยเฉพาะขนาดของอุปกรณ์คือ หัวตรวจอัลตราซาวนด์ต้องมีขนาดเล็กมาก
และหัวใจของลูกสัตว์ก็มีขนาดเล็กอยู่แล้ว หากเป็นพันธุ์เล็ก ที่ตัวเล็กกว่าปกติ
แค่คิดก็เหงื่อตกแล้วครับ
เหตุผลที่การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ ( Echocardiogram )
สำคัญ เพราะความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิดนั้น แบ่งออกเป็น
3 กลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งต้องอาศัยการอัลตราซาวนด์หัวใจเท่านั้นในการวินิจฉัย
จึงจะทราบได้ว่าเป็นโรคนี้จริงหรือไม่
ในเบื้องต้นเราแบ่งสภาพของตัวสัตว์ออกเป็นกลุ่มๆดังนี้
กลุ่มที่ 1
คือ ความผิดปกติของเส้นเลือดนอกหัวใจ ในตอนที่สัตว์ยังเป็นตัวอ่อนอยู่
จะมีเส้นเลือดเชื่อมระหว่างเส้นเลือดแดงใหญ่ และเส้นเลือดดำใหญ่
เมื่อสัตว์โตขึ้น เส้นเลือดที่เชื่อมนี้จะหายไป ในรายผิดปกติหลอดเลือดดังกล่าวกลับไม่หายไป
เกิดเป็นเลือดปนกันระหว่างเลือดดำและเลือดแดง ทำให้สัตว์อ่อนแรงกว่าปกติ
เพราะออกซิเจนในเลือดไม่เพียงพอนั่นเอง ความผิดปกติแบบนี้ เรียกว่า
patent ductus arteriosus (PDA)
การแก้ไข โดยการผ่าตัดแต่ความเสี่ยงก็ค่อนข้างสูงมากเลยทีเดียว
อีกชนิดในกลุ่มนี้คือ ความผิดปกติของเส้นเลือดแดงใหญ่อีกเส้นหนึ่งซึ่งควรจะหายไปเมื่อสัตว์โตขึ้นตามปกติ
แต่เส้นเลือดนี้ถ้ายังคงอยู่ และไปรัดบริเวณของหลอดอาหาร ทำให้สัตว์ไม่สามารถทานอาหารได้เป็นปกติ
มักจะมีการสำรอกออกมาตลอด ต้องกินแต่อาหารเหลว เรียกความผิดปกติแบบนี้ว่า
Vascular ring anomaly หรือPersistent right aortic arch ซึ่งสามารถผ่าตัดแก้ไขได้เช่นกัน
แต่การหายขึ้นกับความเสียหายของหลอดอาหารด้วยเช่นกัน
กลุ่มที่ 2 คือ ความผิดปกติของการบีบเลือดออกจากหัวใจ
มีทั้ง 2 ฝั่งคือ ความผิดปกติของการบีบเลือดออกจากหัวใจห้องล่างขวาคือมีการตีบของลิ้นหัวใจที่ห้องล่างขวาออกไปยังปอด
(Pulmonic Stenosis)ทำให้หัวใจมีขนาดใหญ่จากแรงดันที่มากเกินไป และเลือดออกจากหัวใจไม่พอ
และ อีกแบบคือ การตีบของลิ้นหัวใจห้องล่างซ้าย (Aortic stenosis)ที่จะออกไปยังร่างกาย
ทำให้เกิดแรงดันมาก หัวใจขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้ต้องใช้การผ่าตัดหัวใจเท่านั้น
ซึ่งทำได้ยาก ความเสี่ยงสูงและต้องมีอุปกรณ์ที่ครบครันเท่านั้น ซึ่งหากผ่าตัดไม่ได้ก็คงได้แค่บรรเทาอาการเท่านั้นโดยการรักษาทางยาเท่านั้น
กลุ่มที่ 3 การเชื่อมกันของหัวใจในแต่ละห้อง
นั่นคือ ปกติหัวใจแต่ละห้องต้องมีผนังกั้นแยกกัน ไม่มีการเชื่อมกัน
แต่สัตว์ในกลุ่มนี้ จะมีความผิดปกติของผนังกั้น ทำให้เลือดจากหัวใจในแต่ละห้องมาผสมกัน
ความผิดปกติที่พบในกลุ่มนี้คือ ผนังหัวใจห้องล่างหายไป ไม่มีการแบ่งกัน
หรือ Ventricular Septal Defect ทำให้เลือดที่ออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายที่จะไปยังร่างกาย
มีแรงดันมากกว่าก็จะแทรกเข้าไปในหัวใจห้องล่างขวา เลือดที่ออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายไปยังร่างกายก็จะมีปริมาณไม่พอ
เพราะออกไปทางห้องล่างขวาหมด หรืออาจพบความผิดปกติที่หัวใจห้องบน
(Atrial septal defect) และแบบสุดท้ายคือ Tetralogy of Fallot ซึ่งเกิดความผิดปกติถึง
4 อย่างคือ หัวใจห้องล่างขวาโต เส้นเลือดแดงใหญ่ที่ปกติจะอยู่หัวใจห้องล่างซ้ายเกิดการคร่อมมายังเส้นเลือดหัวใจห้องล่างขวา
ผนังหัวใจห้องล่างหายไป และ การตีบของลิ้นหัวใจจากห้องล่างขวาไปยังปอด
ซึ่งการเกิด 4 อย่างนี้พร้อมกันคงเกิดขึ้นได้ยาก และการแก้ไขในปัจจุบันก็ทำได้ยากมากเลยทีเดียว
การแก้ไข โดยการนำแผ่นที่สังเคราะห์
( Synthetic membrane ) มาปิดที่บริเวณรูที่เชื่อม และต้องอาศัยอุปกรณ์และความชำนาญของสัตวแพทย์สูงมาก
ดังนั้นอาจทำได้เพียงบรรเทาอาการโดยการการรักษาทางยา
ดังนั้น หากเราสงสัยว่า ลูกสัตว์ของเราจะมีโรคเหล่านี้ติดตัวมาหรือไม่
ก็คงต้องพาไปพบสัตวแพทย์ เท่านั้น และหากสงสัย การตรวจวินิจฉัยที่จะยืนยันได้ถูกต้องและแม่นยำที่สุดในปัจจุบันคือ
การตรวจอัลตราซาวน์ช่องอก ( Echocardiogram ) เท่านั้น